อิควิตี้อินเด็กซ์

เทรดฟอเร็กซ์ โลหะมีค่า พลังงาน และอิควิตี้อินเด็กซ์ ได้จาก 1 บัญชี
เลือกจากแพลทฟอร์มซื้อขาย 16 แบบสำหรับทุกอุปกรณ์

อิควิตี้อินเด็กซ์ –สเปรด / เงื่อนไข

* อัตราค่า Swap จะคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนดัชนีค่าเงินระหว่างธนาคาร สำหรับโพซิชั่น Long นั้น จะมีการคิดจากอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างธนาคารบวกกับ mark-up ส่วนโพซิชั่น short นั้นจะได้รับตามอัตราดังกล่าวลบด้วย mark-up การดำเนินการนี้จะเกิดขึ้นที่เวลา 00:00 (โซนเวลา GMT+2 อาจมีการใช้เวลาออมแสง) ซึ่งอาจใช้เวลาหลายนาที จะมีการคิดค่า swap นี้เป็นเวลาสามวัน คือวันพุธถึงวันพฤหัสบดี

** ระดับขั้นต่ำสำหรับการวาง Stop Loss และ Take Profit จากราคาตลาดปัจจุบัน

มาร์จิ้นที่ต้องใช้สำหรับ CFD มีการคำนวณดังนี้: Lots * ขนาดของสัญญา * ราคาเปิด * เปอร์เซ็นต์มาร์จิ้น โดยไม่คำนึงถึงเลเวอเรจบนบัญชีซื้อขายของท่าน

เมื่อคุณทำการเฮดจ์ มาร์จิ้นใน CFD จะเป็น 50% เสมอ

วันที่และการบ่งชี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้

การปรับเงินปันผลสำหรับดัชนีเงินสด (ไม่รสม GER30)

ดัชนีเงินสด CFDs จะมีการปรับเงินปันผล เมื่อมีการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น จะมีการปรับเงินปันผลไปยังบัญชีของลูกค้าที่ถือโพสิชั่นในดัชนีหุ้นนั้นๆเวลา 00.00 (โซนเวลา GMT+2 อาจมีการใช้เวลาออมแสง)ในวันที่ได้รับเงินปันผลก่อนหน้า โดยที่ CDFs สำหรับ Germany 30 (GER 30 cash) ไม่เกี่ยวข้องกับการปรับเงินปันผล CDFs บนดัชนีฟิวเจอร์ก็เช่นกัน

การเทรดซื้อ ท่านจะได้รับเงินเป็นจำนวนเงินตามที่ได้คำนวณดังนี้:

การปรับเงินปันผล = ดัชนีดอกเบี้ยที่ได้ประกาศไว้ x ขนาดของโพซิชั่นเป็น Lots

การเทรดขาย ท่านจะถูก เรียกเก็บค่าธรรมเนียม เป็นจำนวนเงินตามที่ได้คำนวณดังนี้:

การปรับเงินปันผล = ดัชนีดอกเบี้ยที่ได้ประกาศไว้ x ขนาดของโพซิชั่นเป็น Lots

ดัชนีการจ่ายเงินปันผล

สัญลักษณ์ (ตราสาร) ที่แสดงดังต่อไปนี้เป็นตราสารที่เราคาดว่าจะมีการจ่ายเงินปันผลภายในสัปดาห์นี้ ตัวเลขเงินปันผลเป็นเพียงการคาดหวังจากผู้ให้บริการสภาพคล่องของเราเท่านั้นและสามารถมีการเปลี่ยนแปลงได้

เกี่ยวกับการซื้อขายดัชนีราคาหุ้น

ดัชนีราคาหุ้นหรืออิควิตี้อินเด็กซ์คือดัชนีของตลาดหลักทรัพย์จริง ซึ่งเป็นตัววัดมูลค่าส่วนใดส่วนหนึ่งของตลาดหุ้น ดัชนีเหล่านี้จะถูกคำนวณตามค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคาหุ้นที่ถูกเลือกซึ่งเป็นตัวแทนของหมวดหมู่ที่หุ้นตัวนั้นถูกจัดไว้ ดัชนีราคาหุ้นสามารถเป็นสิ่งที่แสดงถึงตัวตลาดหุ้นทั้งตลาดได้ เช่น NASDAQ หรือสามารถแสดงถึงกลุ่มของบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศได้ เช่น S&P 500 ของอเมริกา, FTSE 100 ของอังกฤษ, หรือ Nikkei 225 ของญี่ปุ่น

วัตถุประสงค์ของการใช้ดัชนีคือ เพื่อแสดงถึงทิศทางของตลาดหุ้นหรือเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อย่างไรก็ตามเนื่องจากตลาดหุ้นประกอบไปด้วยกลุ่มของบริษัทต่าง ๆ ดัชนีเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจากการเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือการเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญของภาคธุรกิจหนึ่ง ๆ ได้เช่นกัน

การถ่วงน้ำหนักของดัชนีราคาหุ้นจากกลุ่มของหุ้นที่ถูกเลือกจะมีความแตกต่างกันในแต่ละตัวดัชนี ดังนั้นจึงหมายความว่า ไม่ใช่ดัชนีทุกตัวจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันในการคำนวณ วิธีการหลัก ๆ 2 วิธีในการคำนวณน้ำหนักที่แท้จริงของกลุ่มหุ้นที่อยู่ในดัชนีคือ การให้น้ำหนักตามราคา และการให้น้ำหนักตามมูลค่าตามราคาตลาด

ท่านสามารถดูหมวดหมู่ของวิธีการคำนวณดัชนีบางส่วนที่ได้รับความนิยมได้ที่ด้านล่างนี้:

  • 1. Dow Jones (US30) และ Nikkei 225 (Japan225) เป็นดัชนีที่มีการถ่วงน้ำหนักตามราคา
  • 2. FTSE 100 (UK 100), ASX200 (Australia 200), Hang Seng Index (Hong Kong 50, DAX (Germany 30), CAC 40 (France 40) และ IBEX35 (Spain 35) เป็นบางส่วนของดัชนีราคาหุ้นหลักที่มีการถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตามราคาตลาด

ดัชนีราคาหุ้น – ใครเป็นใคร?

S&P 500 (US500): ดัชนีตลาดหุ้น S&P500 (US500) ถูกเริ่มนำมาใช้โดยบริษัทที่เป็นผู้ให้บริการทางด้านการเงินสัญชาติอเมริกัน Standard & Poor’s Financial Services LLC ในปี ค.ศ.1957 ดัชนีนี้ถือเป็นตัววัดชั้นนำของหุ้นสหรัฐและเป็นหนึ่งในตัววัดมาตรฐานที่ถูกใช้มากที่สุดในตลาดหุ้นสหรัฐทั้งหมด ซึ่งครอบคลุมประมาณ 75% ของตลาดหุ้นอเมริกันตามขนาดของมูลค่าตามราคาตลาด

ASX200 (Australia200): ดัชนี ASX 200 (AUS200) เป็นดัชนีของตลาดหุ้นที่มีการถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตามราคาตลาดของหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย (Australian Stock Exchange) ซึ่งอยู่ในกลุ่มของตลาดหลักทรัพย์ 15 อันดับแรกของโลกที่มีปริมาณการซื้อขายในแต่ละวันโดยเฉลี่ย $4.685 พันล้าน ดัชนีนี้จะมีเฉพาะหุ้นที่ถูกลิสต์ไว้ในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลียเท่านั้น

Nikkei 225 (JP225): Nikkei 225 (JP225) หรือที่รู้จักกันในชื่อนิเคอิ (Nikkei) คือดัชนีราคาหุ้นของตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (Tokyo Stock Exchange) ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก โดยมีมูลค่าตามราคาตลาด US$4.09 ล้านล้าน

HSI (HK50): HSI (HK50) หรือดัชนีฮั่งเส็ง (Hang Seng) เป็นดัชนีของตลาดหุ้นที่มีการถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตามราคาตลาดที่ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1969 เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลงประจำวันของบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 50 อันดับแรกที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ Hong Kong Stock Market (HKEx) ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชีย (และอันดับที่ 6 ของโลก)

FTSE 100 (UK100): ดัชนีราคาหุ้น FTSE 100 (UK100) ย่อมาจาก Financial Times Stock Exchange 100 Index ซึ่งประกอบด้วยบริษัท 100 แห่ง ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดมากที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange)

NASDAQ 100 (US100): ดัชนีหลัก NASDAQ คือ NASDAQ Composite และส่วนย่อย NASDAQ 100 (US100) ที่ประกอบด้วยหุ้น 107 ตัว ของบริษัทที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจการเงินที่มีบทบาทมากที่สุด 107 แห่งที่ถูกลิสต์ไว้ในตลาดหลักทรัพย์แนสแดค (NASDAQ Stock Exchange)

DJIA (US30): DJIA (US30) เป็นดัชนีตลาดหุ้นที่มีอายุมากที่สุดเป็นอันดับสองในประเทศสหรัฐอเมริกา รองจาก Dow Jones Transportation Average ที่แสดงถึงราคาหุ้นของบริษัทสัญชาติอเมริกันขนาดใหญ่ 30 แห่ง ในช่วงเวลาการซื้อขายปกติของตลาดหุ้น ดัชนีนี้ถูกคำนวณโดย DJIA Divisor ด้วยการหารราคารวมของหุ้นทั้ง 30 ตัวในกลุ่ม

DAX (GER30): DAX (GER30) ซึ่งย่อมาจาก Deutscher Aktienindex เป็นดัชนีตลาดหุ้นหลักของประเทศเยอรมันที่ประกอบไปด้วยบริษัทสำคัญ 30 แห่ง ที่มีการซื้อขายอยู่บนตลาดหลักทรัพย์แฟรงเฟิร์ต (Frankfurt Stock Exchang) ดัชนีนี้ถือเป็นดัชนีของหุ้นบลูชิพในด้านคุณภาพและผลกำไร

CAC 40 (FRA40): ดัชนีตลาดหุ้นมาตรฐานของฝรั่งเศส CAC 40 (FRA40) ซึ่งย่อมาจาก Cotation Assistée en Continu เป็นดัชนีที่แสดงถึงหุ้นของบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาดใหญ่ที่สุด 40 อันดับแรกจาก 100 บริษัท ที่มีการซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศฝรั่งเศส Euronext Paris ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่สองในยุโรป

อิควิตี้อินเด็กซ์ (ดัชนีหุ้น) คืออะไร?

อิควิตี้อินเด็กซ์หรือดัชนีหุ้นคือดัชนีที่เป็นตัวแทนของราคาโดยรวมของกลุ่มหุ้นที่สำคัญ

อิควิตี้อินเด็กซ์ใหญ่ (ดัชนีหุ้นของโลก) จะรวมถึงแต่ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ดัชนีดังต่อไปนี้:

  • 1. S&P 500
  • 2. Dow Jones
  • 3. Nasdaq
  • 4. FTSE100
  • 5. Nikkei225
  • 6. DAX
  • 7. CAC40
  • 8. Euro Stoxx 50
  • 9. ASX200

ดัชนีหุ้นคือตัวแทนของภาพรวมตลาดหุ้นตามกลุ่ม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วหุ้นสำคัญที่ถูกนำมาคำนวณในดัชนีหุ้นจะเป็นหุ้นของบริษัทที่มีน้ำหนักมากที่สุด (มีมูลค่าสูง)

จะทำการซื้อขายดัชนีหุ้นได้อย่างไร?

ในช่วงวันทำการราคาหุ้นของบริษัทต่าง ๆ จะมีการปรับตัวขึ้นหรือลง เนื่องจากดัชนีหุ้นมีการคำนวณจากกลุ่มของหุ้นที่สำคัญดังนั้นราคาจะมีการปรับตัวขึ้นหรือลงตามการเคลื่อนตัวโดยรวม (สูตรทางคณิตศาสตร์และสถิติ) ซึ่งมีราคาหุ้นแต่ละตัวเป็นตัวกำหนดราคาสุดท้าย

นี่คือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่ควรทำความเข้าใจก่อนทำการซื้อขายดัชนีหุ้น:

  • 1. หุ้นทั้งหมดที่อยู่ในดัชนีหุ้นหนึ่ง ๆ (เช่น Dow Jones) จะต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกและอาจถูกสับเปลี่ยนเข้าออกได้โดยบริษัทอื่นถ้าหากผลการดำเนินงานโดยรวมด้อยลงและมีบริษัทอื่นที่ทำได้ดีกว่า หรือกล่าวโดยสั้น ๆ คือ บริษัทที่อยู่ในกลุ่มจะไม่ได้เป็นบริษัทเดิมตลอดเวลา
  • 2. การกำหนดน้ำหนักของหุ้นที่มีผลต่อดัชนีหุ้นโดยรวมนั้นจะมาจากการคำนวณและกฎต่าง ๆ ดังนั้นจึงทำให้หุ้นทุกตัวในกลุ่มดัชนีไม่ได้มีน้ำหนักเท่านั้น หรือพูดง่าย ๆ คือ ราคาโดยรวมของดัชนีหุ้นจะไม่ได้เกิดจากการคำนวณง่าย ๆ ด้วยการนำราคาของหุ้นแต่ละตัวมาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนหุ้นเพียงเท่านั้น
  • 3. ดัชนีหุ้นจะแสดงให้เห็นถึงความเห็นในภาพรวมและสามารถถูกนำมาใช้เป็นตัววัดประสิทธิภาพโดยรวมของตลาดหุ้นได้ด้วยมูลค่าในอดีต
  • 4. ตามที่ได้กล่าวไปในข้อที่ 2 เนื่องจากหุ้นทุกตัวที่อยู่ในกลุ่มไม่ได้มีค่าน้ำหนักเท่ากันแต่จะมีการให้น้ำหนักที่มากกว่ากับบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาดที่สูงกว่า นั่งจึงหมายความว่าถ้าหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ได้มีราคาลดลงไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ดัชนีโดยรวมจะลดลงตามไปด้วยถึงแม้ว่าหุ้นที่เหลืออาจจะไม่ได้มีราคาลดลงตาม
  • 5. ตามที่ได้กล่าวไปในข้อที่ 1 หุ้นที่อยู่ในกลุ่มซึ่งจะถูกนำมาคำนวณดัชนีจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นดัชนีไม่ได้เป็นเหมือนตัวแทนของกลุ่มหุ้นที่มีแต่หุ้นตัวเดิม ๆ เสมอไป

นโยบายคุกกี้: XM.COM มีการใช้คุกกี้ เมื่อท่านได้เข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ เราถือว่าท่านได้ยอมรับในนโยบายนี้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาอ่านที่ ข้อมูลเกี่ยวกับคุกกี้